SEO 101 เรียนรู้ SEO ง่ายๆ ไปกับ DIGITOUCH

SEO คืออะไร ทำยังไง แชร์ทุกอย่างจากประสบการณ์ตรง

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน วันนี้ก็มาพบกับผม เดียวจาก digitouch นะครับ สำหรับวันนี้ ผมก็จะขอเปิด ช่วงใหม่ของ digitouch คือ SEO101 ซึ่งผมมีความตั้งใจจะแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการทำ SEO ที่ผมได้ลองทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งทั้งเว็บส่วนตัว และที่ได้จากการทำงานประจำให้องกร เดี๋ยวผมแบ่งเป็นตอนสั้นๆ เล่าที่ทุกคนฟัง จะได้ไม่เบื่อกันไปก่อนนะครับ โอเค เดี๋ยววันนี้เรามาเริ่มกันเลย ว่า SEO คืออะไร

SEO101 EP.1 – SEO คืออะไร

  • ถ้าพูดกันง่ายๆ SEO คือการทำเว็บไซต์ของเราให้ google รัก แล้วเว็บไซต์เราก็ติดอันดับบน google เวลาคนค้นหา ก็จะเจอเว็บเรา ได้คนเข้าเว็บมาแบบฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาเลยแหล่ะครับ
  • แต่แน่นอน ทุกอย่างมีต้นทุน ถึงเราจะไม่เสียค่าโฆษณษ แต่การทำเว็บให้ถูกใจ google ก็ต้องใช้ความรู้ แรงใจ แรงกาย หรือแม้แต่เงิน ในการสร้างเว็บไซต์ดีๆ ขึ้นมาใช่ไหมครับ
  • แต่ก่อนที่เราจะไปทราบถึงวิธีการทำ SEO ภาคปฎิบัติ เดี๋ยวผมขออนุญาตอธิบายการทำงานของ google ให้ทุกคนเข้าใจกันก่อนละกัน จะได้เข้าใจว่าเวลาเราทำ SEO เนี่ย เราทำไปเพื่ออะไรนะครับ
  • โอเคก่อนอื่น อยากให้ทุกคนมองว่า Google คือห้องสมุดแห่งหนึ่ง ที่โคตรใหญ่ มีหนังสือแทบทุกแบบ มีเนื้อหาแทบทุกอย่างบนโลก โดยเว็บไซต์จะเปรียบเหมือนกับหนังสือแต่ละเล่มในห้องสมุดขนาดใหญ่แห่งนี้
  • ซึ่งห้องสมุดนี้ ก็จะจัดหนังสือเป็นหมวดหมู่ อย่างเป็นระบบ เพื่อเวลาที่คนเข้ามาหาข้อมูล จะได้แนะนำสือได้ถูก
  • เวลาเราเข้าไปค้นหา บนเว็บไซต์ google ก็เหมือนกับการที่เราเข้าถามบรรณารักษ์ ว่า เห้ย เราอยากได้ข้อมูลเรื่องนี้ แนะนำหนังสือให้หน่อยจิ
  • บรรณารักษ์ที่โคตรฉลาดคนนี้ ก็คือ algortm ของ google ที่จะแนะนำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่เราต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่ชื่อหนังสืออย่าเงดียว นางยังบอกเราอีกด้วย ว่าอยู่หน้าไหน มีหัวข้อว่าอย่างไร
  • แล้วเราก็จะเข้าไปเลือกเปิดดูหนังสือแต่ละเล่มเพื่อทำการดูข้อมูลต่างๆ เหมือนที่เราเข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆ นั่นเองครับ
  • โอเค google เค้าก็ทำงานประมาณนี้
  • แต่สิ่งที่เราต้องสนใจในตอนนี้คือ ทำยังไง บรรณารักษ์คนนี้ จะเลือกหนังสือของเราไปให้คนที่เข้ามาหาข้อมูล เอาไปอ่าน นั่นก็คือการทำ SEO นั่นเอง
  • และหลักการสร้างง่ายๆ ในการสร้างหนังสือที่บรรณษรักษ์จะเลือกก็คือ
  • ข้อแรก เป็นหนังสือที่ใช้งานได้ดี ไม่มีหน้าเสีย หน้าพัง หน้าขาด เปิดดูเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และยังมีโครงสร้างของหนังสือที่สามารถค้นเนื้อหาที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย
  • ข้อสอง เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาตอบโจทย์ ปัญหาของคนที่เข้ามาถาม เอาง่ายๆ คือการ เป็นคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับคำถามนั้นๆ นั่นเองครับ
  • ข้อสาม เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียง ลองจินตานาการดูนะครับ ถ้ามีหนังสือ 10 เล่ม เนื้อก็คล้ายๆกัน ตอบโจทย์ปัญหาที่นี่ พอๆกัน แล้ว บรรณารักษ์จะเลือกหนังสือเล่มไหน ไปให้คนที่เข้ามาถาม คำตอบคือ หนังสือที่ถูกอ้างอิงจากหนังสือเล่มอื่นว่าเป็นเนื้อาหที่ดีมากที่สุด ก็คือน่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงมากที่สุดนั่นเอง
  • เดี๋ยวผมจะพาไปดูว่าไอ้การทำหนังสือตามที่ผมบอกตอนแรก มันเอาไปใช้ทำเว็บไซต์ยังไง
  • ข้อแรกทำหนังสือให้ใช้งานได้ดี ไม่มีหน้าเสีย หน้าพัง เปิดอ่านเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และมีโครงสร้างที่ดี ก็เหมือนกับเว็บที่ถูกออกแบบมาอย่างดี สร้างขึ้นด้วย technology ที่ทันสมัย ไม่มีหน้าเว็บเสียๆ พังๆ บนเว็บไซต์ จะเปิดเข้าหน้าไหนก็เร็วรวด พร้อมทั้งยังมีโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ง่ายต่อการเก็บข้อมูลของ google อีก ส่วนนี้ก็คือ technical SEO นั่นเองครับ
  • ข้อสองหนังสือที่มีเนื้อหาที่ดีและตอบโจทย์คำถามของผู้ที่มาหาข้อมูล ก็เหมือนเว็บไซต์ที่ทำเนื้อหาออกมาได้ตอบโจทย์การค้นหาบน google มากที่สุด มีเนื้อหาที่ดี ข้อมูลครบถ้วน อ่านแล้วเข้าใจง่าย จัดเนื้อหาอย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้ google เลือกเว็บไซตืของเราไปอยู่ในหน้า 1 ได้อย่างไม่ยากครับ
  • ข้อสุดท้าย หนังสือดัง ที่เกิดจากการอ้างอิงของหนังสือเล่มอื่นๆ ในมุมของเว็บไซต์ ก็คือเป็นเว็บไซต์ที่ถูกเว็บไซต์อื่นๆ อ้างอิง ด้วยการมีลิงค์เข้ามาที่เว็บ เป็นที่มาของข้อมูล หรือถูกแนะนำให้มาอ่านต่อก็ได้ ทำให้เว็บไซต์นี้มีความน่าเชื่อถือและมีเชื่องเสียงในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น และ google ก็เลือกเว็บไซต์ของเราไป ขึ้นไปเป็นอันดับต้นๆ เวลามีคนเข้ามาค้นหาเกี่ยวกับเรื่องที่เรามีชื่อเสียงนั่นเอง
  • โอเค ก็สรุปง่ายๆ มีสามอย่าง ใช้งานง่าย เนื้อหาดี มีคนชม คือหลักการทำ SEO ง่ายๆ ที่เราจะไปเรียนรู้กันต่อในภาคปฏิบัติ ซึ่งทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการ เราจะทำเพื่อสามสิ่งนี้แหล่ะครับ
  • เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับการอธิบายว่า SEO คืออะไร หวังทุกท่านจะเข้าใจคอนเซปของ SEO มากขึ้นนะครับ เดี๋ยวเราจะไปเจอกันที่เนื้อหาถัดไป จะเป็นอะไร เดี๋ยวรอติดตามกันนะครับ สำหรับวันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ อย่าลืม ถ้าชื่อชอบเนื้อหานี้ อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กดสับ กดกระดิ่งกริ้งๆ ด้วยนะครับ ผมเดียวจาก digitouch ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

SEO101 EP.2 : วิธีการหา Keyword สำหรับทำ SEO

หลังจากเราทำทราบแล้วว่า concept ในการทำ SEO จาก EP.1 ของเราแล้ว เดี๋ยว EP นี้เราจะมาเริ่มทำ SEO กันเลย ซึ่งส่วนตัวเวลาจะเริ่มทำ SEO ก็จะเริ่มที่ขั้นตอนนี้เสมอครับ คือการหา keyword นั่นเอง

  • หลักๆ แนวทางการหา Keyword ที่ผมใช้มาตลอดคือการ เอาคีเวิร์ดหลักที่เราต้องการให้ติดอันดับบน Google ไป ขยายให้ได้จำนวนคีย์เวิร์ดเยอะๆ แล้วก็เอามาจัดหมวดหมู่ให้มัน และถ้าเป็นการทำ SEO ให้กับเว็บใหม่ที่ยังไม่สรา้งขึ้นมา ก็มาคิดกันต่อว่าจะสร้างเนื้อหาแบบไหนดีมาตอบโจทย์คำค้นหาเหล่านี้ แต่ถ้าเป็นการทำ SEO ให้เว็บไซต์ที่มีอยู่แล้ว เราก็จะพยายามเชื่อมโยงคำค้นหาต่างๆที่เราได้มา เข้ากับเนื้อหาเดิมของเว็บไซต์ก่อน แล้วจึงนำคำค้นหาที่เหลือมาดู และตัดสินใจว่าจะสร้างเนื้อหาเพิ่มมั้ย ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะเห็นโอกาสในการทำอันดับ และได้สร้างเนื้อเพิ่มกันแบบไม่หวาดม่ไหวเลยทีเดียวแหล่ะครับ
  • ต่อไปเราจะมาดูเครื่องมือที่ช่วยในการขยายจำนวน keyword ของเรา เจ้าประจำที่ใช้เลยก็คือ google keyword planner ครับ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ google ให้เราใช้กันได้แบบฟรีๆเลยครับ เดี๋ยวผมพาไปดูว่าเจ้า google keyword planner ทำอะไรได้บ้าง
  • สิ่งแรกเลยคือ มันจะช่วยแนะนำคีเวริ์ดที่เกี่ยวข้องกับ keyword ที่เราใส่ลงไปครับ อาจจะยังไม่เห็นภาพ เดี๋ยวผมพาไปดูของจริงกันเลย
  • เนี่ยผมเอา keyword เช่นคำว่า รองเท้าวิ่ง ใส่เข้าไปใน google keyword planner แล้วกด submit นะครับ
  • เราก็จะคำใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับคำว่ารองเท้าวิ่ง พร้อมปริมาณการค้นหาต่อเดือน คือ อต่ละทำเนี่ย มีคนใช้ค้นหาในเดือนนๆ นึง กี่ครั้ง เช่น….
  • เห็นมั้ยครับ เราก็จะได้ list ของ keyword ที่เราสามารถเอาไปวางแผนการทำ seo ของเราได้แล้ว
  • หลายคนอาจจะงง ทำไมปริมาณการค้นหาที่ไปลองค้นดู ออกมาเป็น 1000 – 10000 คืออย่างงี้ครับ
  • google จะเปิดเผยตัวเลขแบบชัดให้เราเห็นก็ต่อเมื่อ เราลงโฆษณากับเค้าครับ คือตอนนี้เราเข้ามาใช้เครื่องมือฟรีขอเค้าอยู่ จริงๆ แล้วอยากให้เราใช้เครื่องมือนี้ในการเวลาแผนการลงโฆษณาบน google ครับ ซึ่งเราจะสามารถกำหนดได้ว่า เราจะให้โฆษณาของเราไปโชว์บนหน้าผลลัพท์การค้นหาของ keyword ไหนบ้าง แล้วถ้ามีคน click เราก็จะเสียให้ google ครับ โดยการคิดราคา จะเป็นระบบประมูลแข่งกัน ใครจ่ายเยอกว่าก็ขึ้นอันดับแรกๆ ประมาณนี้ครับ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ ผมขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ประมาณนี้ก่อนละกัน เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะ มาเปิดอีกรายการนึงที่ชื่อว่า google 101 อีกหนึ่งรายการละกันนะครับ
  • โอเคครับ หัลงจากที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว หลายๆ คนก็คงอยากจะเริ่มทำ SEO กันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งผมแนะนำให้เริ่มต้นจากการหา Keyword นี่แหล่ะครับ เราจะได้รู้ว่าเราควรสร้างเนื้อาแบบไหน เนื้อาหอะไร เพื่อตอบโจทย์คีย์เวิร์ดที่เราต้องการครับ
  • สำหรับ SEO101 EP ที่ 2 ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

SEO101 EP.3 การหา longtail keyword

สวัสดีครับหลักจากที่เราได้ดูกันไปใน EP ก่อนหน้า คือการให้ keyword list ให้เว็บไซต์ของเราใช่ไหมครับ

  • แต่ทุกคนอาจจะเห็นว่าในบางคีเวิร์ดที่มีคนค้นหาเยอะๆเนี่ย เว็บน้อยหอยสังของเราจะไปสู้กับเว็ลยักษ์ใหญ่ที่อยู่มานาน มีทีมทำ SEO จริงจัง มีเงินซัพพอร์ทเยอะๆ ได้ยังไง ก็ต้องบอกว่า เป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลา แรงกาย และเงินครับ 55555
  • ดังนั้นผมมาเสนอทางออกให้ครับ เราจะไปตามหา keyword ที่เราสามารถทำอันดับได้อย่างรวดเร็ว รวดเร็วของผมคือภายใน 6 เดือนนะ สำหรับเว็บใหม่ๆ ซิงๆ แต่บางครั้ง ถ้าทำเว็บดีๆ มีการโปรโมทช่องทางต่างๆ อาจจะเร็วกว่านั้น
  • โอเค แล้ว keyword ที่ว่านั้น คือ keyword ที่ต้องมีสองอย่างนี้ครับ คือ keyword ที่มีอัตราการแข่งขันไม่สูงมาก หรือแทบจะไม่มีใครทำเนื้อหามาตอบโจทย์คีย์เวิร์ดนั้นเลย และอีกข้อคือ ต้องมีปริมาณการค้นหาอยู่ในระดับที่รับได้ ส่วนตัวคิดว่าประมาณ 100 ครั้งต่อเดือนขึ้นไปกำลังดี
  • แล้วเราก็เก็บสะสม keyword พวกนี้ไปเรื่อยๆ ครับ ถ้ามีซัก 100 หน้าที่ทำอันดับใน keyword พวกนี้ ก็เริ่มจะอยู่ได้ละ เอาเข้าจริงๆ คนที่เข้าในหน้าเว็บ ส่วนใหญ่จะเข้ามาจากหลากหลาย keyword อยู่ละ อย่างเราเห็นในการทำ keyword research ครั้งก่อน หนึ่ง topic หรือเว็บหนึ่งหน้า เราจะทำการ map กับ keyword ที่มีความหมายหรือต้องการเหมือนกันใช่ไหมครับ ก็ประมาณนี้
  • เดี๋ยวเราจะไปดูกันครับ ว่าทำยังไง

SEO101 EP.4 การทำ content research สำหรับ SEO

ไอเดียในการหา content

  • sub keyword
  • google suggestion
  • competitor content

ตัวอย่างตามคลิป

Title : รองเท้า วิ่ง ราคา ไม่ เกิน 2000 อัพเดทล่าสุด 2020

SEO101 EP.5 การทำ category tree เพื่อออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้สนับสนุนการทำ SEO

SEO101 EP.6 SEO on-page checklist พร้อมตัวอย่าง

  • ต้องมี keyword list ก่อน เดี๋ยวเราได้มาใช้ตอนนี้แหล่ะ
  • ตัวอย่างเป็นใน wordpress
  • เดี๋ยวเรามาเริ่มกันเลย
    1. ทุกจุด เราจะเน้นคีย์เวิร์ด จากที่เราลิสท์มา ที่มีทั้ง keyword หลักหรือหัวข้อหลักที่ของเรา จาก 1500 คำ ใส่คีหลัก 3 – 5 จุด แล้วก็ keyword ย่อย 1- 2 จุด ถ้ามี keyword ที่เกี่ยวข้อง หลักๆคือ คีย์เวิร์ดที่เป็น target ของหน้าอื่น ก็ใส่ได้แล้ว ใส่ลิงค์ไปหน้านั้นๆ
    2. title-description
    3. การสร้าง URL ที่สื่อถึง keyword และสั้น ดูไม่สแปม ทำไม? เพราะเราทำ keyword ภาษาไทย ส่วนตัวชอบ URL ภาษาอังกฤษ เท่าที่ทดลองมา ก็ได้ผลไม่ต่างกันเรื่องของการใส่ keyword เข้าไปใน URL ส่วนใหญ่จะตั้งให้สื่อ และส่งผลต่อ CTR มากกว่า
    4. keyword ในย่อหน้าแรก
    5. การใช้ heading h1 h2 h3
    6. ดูเนื้อโครงส้รางเนื้อที่เราออกแบบมา สามารถใส่ keyword ด้วยตัวหนา ตัวเอีง ขีดเส้นใต้ หรือสีต่างๆ เพื่อให้คน เลื่อนดูเร็วๆ แล้วเข้าใจว่าเราจะสื่อสารอะไร
    7. เรื่องรูป ตั้งแต่ตั้งชื่อไฟล์ compress มันให้เล็ก โหลดเร็ว โดยไม่เสียคุณภาพ ใส่ alt tag ให้ google เข้าใจ
    8. internal link ไปที่หน้าที่เกี่ยวข้อง ด้วย keyword target ของหน้านั้นๆ เพื่อบอก google และผู้ใช้ว่า ถ้าอยากอ่านข้อมูลเกี่ยวกับเจ้านี่ ให้คลิกลิงค์ ไปที่หน้านี้นะ
    9. external link บางจุดที่เป็นศัพท์เทคนิค หรือเนื้อหาที่ต้องไปอ่านต่อข้างนอก เราก็สามารถใส่ลิงค์ไปเว็บใหญ่ๆ หรือที่มาของข้อมูลมุลของเราได้ เช่นชื่อแบรดน์ หรือ บทความที่เราไปอ่านรวบรวมมา
    10. อย่าลืมย่อหน้าสุดท้าย ใส่ keyword ไปอีกซัก 1 จุด พร้อมเชิญชวนให้ผู้อ่าน อ่านต่อในหัวข้อถัดไป ที่ควรจะอ่านต่อจากนี้ หรือแม้แต่จะขายของ ชวนคนมาติดตามโชเชี่ยลมีเดียของเรา

    เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นภาพการทำ SEO มาขึ้นแล้วนะครับ ต้องแต่หาคีย์เวิร์ด เชื่อมโยงมันกับหน้าเว็บ หาคีย์ที่ไม่มีคู่แข่ง ทำโครงสร้างเนื้อหาของแต่ละหน้า และโครงสร้างของทั้งเว็บ ด้วย category tree และทำเนื้อหาให้ google และผู้อ่านเข้าใจง่าย ด้วย on-page checklist ตอนนี้ก็แทบจะครอบคลุมตัวปัจจัยที่ผมบอกว่า เราจะต้องทำเนื้อหาเว็บไซต์ให้ดีและมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมาที่สุดแล้วนะครับ แต่แน่นอน SEO ก็ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้กันอีกเยอะแยะเลย ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ผมขอไปคิดก่อน เดี่ญวคลิปมาหน้ามาเจอกันครับ สวสัดีจ้า

    SEO101 EP.6 SEO ON-PAGE CHECKLIST หนึ่งหน้าเว็บไซต์ควรจะมีอะไรบ้างในมุมของ SEO – DIGITOUCH

    หลังจากเราได้เรียนรู้การทำ research ต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเอาข้อมูลพวกนั้นมาใช้ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของเราซักทีนะครับ สำหรับ EP นี้ก็จะเป็นการแนะนำ CHECKLIST สำหรับการทำให้เว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการที่ Google จะเข้าใจ และมีโอกาสที่จะนำนห้าเว็บไซต์ของเราไปขึ้นอยู่อันดับต้นๆ ของผลลัพท์การค้นหา จะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวไปดูกันเลยครับ ตัวอย่างหน้าเว็บที่ทำผมได้ทำตาม Checklist นี้แล้ว ได้ผลออกมาค่อนข้างโอเคครับ : https://itravel.in.th/place-hotel/บ้านพักเขาใหญ่ปิ้งย่าง/ ใครที่สนใจอยากทำ Blog ด้วย SEO สามารถเข้าร่วม group FB Blogger academy by Digitouch ได้ที่นี่จ้า : https://www.facebook.com/groups/581856012361280

SEO101 EP.7 ปัญหาด้าน Technical SEO และเครื่องมือในการแก้ไข

เราได้เรียนรู้วิธีการทำวางแผนการทำเนื้อหาเพื่อเป็นประโยชน์ด้าน SEO จาก EP ก่อนๆ เดี๋ยว EP นี้เราจะมาพูดถึง Technical SEO กันบ้าง ก็ตามที่ผมบอกไปคือ มันคืดการทำให้เว็บไซตืเราใช้งานได้ง่าย ไม่มีปัญหา หน้าเสีย หน้าพัง โหลดเร็ว มีโครงสร้างที่ google และ user เข้าใจได้ง่าย เอาจริงๆ คือการเชคว่าเว็บไซต์เรามีปัญหาด้านเทคนิคอะไรหรือไม่ แล้วต้องแก้ไขยังไง ในมุม SEO เดี๋ยวเราจะดูของจริงกันครับ

  1. ลิงค์ไปหน้าเสีย หน้าพัง ไม่ว่าจะเป็น 4xx หรือ 5xx
  2. Page title ไม่มี หรือซ้ำกัน หรือยาวเกิน สั้นเกิน หรือมีหลายอัน
  3. Description ไม่มี หรือซ้ำกัน หรือยาวเกิน สั้นเกิน หรือมีหลายอัน
  4. H1 มีมั้ย มีซ้ำกันมั้ย หรือมีมากกว่า 1 จุดในหนึ่งหน้ามั้ย
  5. H2 มีมั้ย
  6. รูป อันไหนมีขนาดเกิน 150k อาจจะหนักไป หรือไม่มี alt tag
  7. Canonical คือ การบอกว่าคอนเท้นนี้ หน้าหลักที่จะให้ google เค้ามองว่ามันสำคัญแล้วเอาทำอันดับ คือ URL ไหน เช่นเรามี หน้าหมวดหมู่ รองเท้า ที่มีแค่ลิสรองเท้า แต่เราก็อยากสร้างหน้าใหม่ที่มีเนื้อหา บอกตัวท๊อบ แบ่งตามยี่ห้อต่างๆ พร้อมวิธีการดูแลด้วย ซึ่งบ้างทีเราอาจจะไม่สะดวกทำในหน้าหมวดหมู่ เราเลยสร้างหน้าใหม่ขึ้นมา แล้วก็ ใส่ tag canonical บนหน้าหมวดหมู่ แล้วชี้ไปที่ หน้าใหม่ของเรา ให้ Google เข้าใจว่า เอาหน้านี้ไปโชว์นะ นางจะได้ไม่สับสัน ส่วนปัญหาของ canonical tag คือะไร
    • บางหน้าไม่มี อาจจะอนุโลม แต่แนะนำว่าให้มีเถอะ แล้ว canonical เข้าหาตัวเอง จะได้ชัดเจนว่าหน้านี้แหล่ะ ที่สำคัญนะพี่กู
    • บางหน้ามีหลายอัน
    • canonical chain คือการที่เรา canonical จาก 1 ⇒ 2 ⇒ 3 งี้
  8. Redirect คือการส่งคนไปหน้าอื่นด้วยการ set redirection หลายๆคนอาจจะเคยเจอ เช่นเราต้องใจพิน URL เข้าไปในหน้านี้ แต่โดนส่งมาอีกหน้านึง (ก็คือ URL ด้านบนแม่งเปลี่ยน) จริงๆ คล้าย canonical แต่ canonical จะเป็นเฉพาะมุมของ SEO ให้ google เข้าใจเท่านั้ แต่อันนี้ แบบส่งคนไปจริงๆ เลย ปัญหาด้าน redirection ก็จะมี
    • redirect ไปที่หน้าเสียหน้าพัง
    • redirect chain

SEO101 EP.8 เครื่องมือช่วยเช็ค Technical SEO เจ้ากบ Screaming Frog

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องพื้นฐานของ Technical SEO ไปแล้ว ถ้าจะให้มานั่งเช็คมือก็คงไม่ไหว เดี๋ยว EP นี้เราจะมาดูเครื่องมือ ที่ใช้ในการตรวจสอบปัญหาต่างๆ ที่ผมเล่าให้ฟังกันครับ

SEO101 EP.9 Chrome extension ที่ช่วยเรื่อง SEO

SEO101 EP.10 มาทำความรู้จักกับ Google Search Console เครื่องมือวัดผลทาง SEO ที่ฟรีและดีที่สุดในโลก

หลังจากเริ่มทำ SEO กันไปซักพัก การที่เราจะพัฒนาอะไร หรือทำการ optimize อะไรบางอย่าง การวัดผลเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะครับ เพราะเราจะได้รู้ว่า เวลา แรงกาย แรงใจ และเงินที่เราลงทุนไป ได้อะไรกลับคืนมาบ้าง แล้วถ้าต้องทำอีกครั้ง จะมีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงบ้าง ทำให้การทำงานครั้งต่อไปของเรา ใช้ต้นทุนน้อยลง และได้ผลลัพท์มากขึ้นนะครับ การทำ SEO ก็เช่นกัน และยิ่งเป็นของที่อยู่บนโลกออนไลน์ อยู่บนเว็บไซต์ของเรา ยิ่งจะทำให้เห็นตัวเลขผลลัพท์ต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือที่เราใช้ในการวัดผลการทำ SEO ของเรา ก็คือ Google search console ซึ่งเป็นเครื่องมือจาก Google โดยตรง ที่มีปริสิทธิ์ภาพเรียกได้ว่าแทบจะดีที่สุด และที่สำคัญยังใช้งานได้ฟรีอีกด้วย ส่วนมีรายละเอียดยังไงนั้น เดี๋ยวไปดูกันในคลิปนะครับ

SEO101 EP.11 เอาข้อมูลจาก Google search console มาแสดงผลบน Google data studio เพื่อให้เรามองเห็นภาพต่างๆ ได้มากขึ้น

หลังจากที่เราได้รู้จักเจ้า Google search console กันไปแล้วใน EP ก่อนหน้า เดี๋ยววันนี้ ผมจะพาไปทุกท่านไปเอาข้อมูลจากเจ้า GSC มาหมุนๆ ดูในมุมต่างๆ สร้าง report ที่สวยงาม และได้ insight เพื่อที่เราจะเอาไป optimize ได้ง่ายขึ้นนะครับ

Step ใน EP นี้

  • ดึงข้อมูล เปรียบเทียบ 28 วันล่าสุด กับ 28 วันก่อน
    • ใช้ advance date range เพื่อทำ default last 28 วันที่มี data
  • สร้าง graph ที่สวยงาม
  • เชื่อมต่อข้อมูล URL และ Query
    • Site อยู่ขวา URL อยู่ซ้าย เพราะ left outer join
  • สร้าง Filter เพื่อเจาะลึกลงไปอีก
  • สร้าง custom field เพื่อให้ metric position เวลาเปรียบเทียบ ดู make sense ขึ้น

ข้อจำกัด

  • เรียงตามผลต่างของ click ไม่ได้
  • URL ถ้าเป็นภาษาไทย จะออกมาในรูปแบบของต่างดาว ต้อง map แยกใน google sheet อาจจะใช้ screaming frog ในการเก็บ URL ภาษาไทยมา map

ใครมีข้อสงสัยตรงไหน ถามได้นะครับ

EP 12

  • แบ่งหมวดหมู่ ตาม page type
  • map URL ภาษาไทย
  • เชื่อมโยงกับ metric ใน GA
  • แสดงผลเฉพาะ URL ที่ต้องการ
  • Super metrics???
บทความที่เกี่ยวข้อง

หรือวิกฤตครั้งนี้จะเป็นโอกาส มาเริ่มสร้าง LineOA ให้ร้านของคุณกันเถอะ

สวัสดีครับ มาเจอกับผมเดียวจาก Digitouch อีกแล้วนะครับ จากสถานการโรคระบาดที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ทำให้หลายๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นขายที่หน้าร้านเจอผลกระทบเข้าไปเต็มๆเลยนะครับ แต่ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปใช่ไหมครับ ใครยังอยากดิ้นต่อ มาลองอ่านบทความนี้กันครับ วันนี้ผมมีไอเดียนึงที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกคนได้ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันครับ เป็นไอเดียที่จะใช้เครื่องมือที่หลายๆคนอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว อย่างเจ้า LineOA นั่นเองครับ เดี๋ยวมาดูกันว่าเจ้านี่จะช่วยให้เรา ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร ทำไมต้อง LineOA ? หลายๆคนที่มาปรึกษาผม ว่าถ้าจะเริ่มทำการตลาดออนไลน์ให้ธุรกิจที่เปิดขายหน้าที่หน้าร้านเป็นหลัก เช่น ร้านอาหาร

8 วิธีการทำการตลาดออนไลน์สำหรับนายหน้าอสังหา พร้อมแจก Keyword อสังหาในไทย

สวัสดีครับ ผมเดียวจากดิจิทัชนะครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะขออนุญาตมาแชร์ 8 ไอเดียการทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้ทุกคนได้ลองเอาไปประยุกใช้กับการหาลูกค้ากันครับ อย่างที่ทุกคนรู้กัน ทุกวันนี้ คนอยู่บนโลกออนไลน์กันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเล่น facebook ไถฟีด แชทไลน์ หรือหาข้อมูลบน Google และหนึ่งในนั้นก็มีลูกค้าที่กำลังมองหาคอนโดเพื่อเช่า บ้านเพื่อซื้อ หรือที่ดินที่อยากลงทุนอยู่ด้วย เดี๋ยวเรามาดูกัน ว่าเราจะใช้เครื่องมือต่างๆ เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ มาช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึงคนเหล่านั้น และช่วยให้ท่านสามารถขายทรัพย์ในมือของท่านได้ง่ายขึ้นยังไงได้บ้าง ลงประกาศตามเว็บดัง หรือเว็บบอร์ดต่างๆ

ลูกค้าบนโลกออนไลน์ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เค้ากำลังมองหาอะไร

มนุษย์เราแทบทุกคนมีความต้องการอะไรบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่ ต้องการหาอะไรบางอย่างที่มาทำให้ชีวิตดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และทำให้เกิดธุรกิจหลายๆอย่างขึ้นมา แล้วธุรกิจของคุณหล่ะครับ แก้ปัญหาอะไรหรือทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นยังไงบ้าง? ให้เวลาคิด 10 วินาทีครับ ติ๊กต็อก…ติ๊กต็อก…ติ๊กต็อก…หมดเวลา…. โอเคครับ ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหรือกิจการทุกคนรู้อยู่แล้วแหล่ะครับ ว่าสิ่งที่เราขายอยู่ มีประโยชน์หรือสร้างคุณค่าอะไรบางอย่างให้กับลูกค้า แต่จะทำยังไงให้ลูกค้ารู้หล่ะครับว่าเราเราอยู่ตรงนี้นะ สามารถช่วยปัญหาหรือทำชีวิตของคุณให้ดีขึ้นได้ หลังจากรู้แล้ว ทำยังไงเค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ในเมื่อธุรกิจที่เหมือนเรา ขายการแก้ปัญหาอย่างเดียวกันกับเรา มีอยู่เยอะแยะ แล้วลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ จากใครหล่ะ? คำตอบคือคนที่เค้ามั่นใจ

แชร์ไอเดียการหาเงินออนไลน์เดือนละ 10,000 บาท ด้วยการทำ Blog

สวัสดีครับทุกท่าน ผมเดียวจาก Digitouch นะครับ หลังจากช่วงนี้ เจ้าไวรัส covid-19 ระบาดทำให้หลายๆคน รวมถึงผมด้วยก็ต้องระมัดระวังในการออกไปนอกบ้าน ถ้าเป็นไปได้ อยู่บ้านจะดีที่สุด เพื่อลดการระบาดของเจ้าไวรัสนี้ ลดเชื้อเพื่อชาติกันครับ ถ้าไวรัสนี้หายระบาด เราจะได้ออกไปเที่ยวเล่นกันซะที ตอนนี้ก็นั่งดูคลิปเที่ยวใน Youtube กันไปก่อน แต่พอได้อยู่บ้านนานๆ ก็ว่างหน่ะสิครับ หลายคนอาจจะดู netflix เล่นเกม หรือหางานอดิเรกอย่างอื่นทำ แต่วันนี้ผมจะขออนุญาตมาแนะนำอีก

10 เหตุผลที่ Blogger ควรจะทำเว็บไซต์ พร้อมแจกช่องทางทำเงิน

สวัสดีครับผมเดียวจากดิจิทัชนะครับ จากที่คุณได้ทราบกันในหัวข้อของวันนี้ “เป็นบล็อกเกอร์แล้วไม่ทำเว็บไซต์ ก็เหมือนกินข้าวมันไก่แล้วลืมใส่น้ำจิ้ม” เดี๋ยวจะมาคุยกันครับว่าทำไม ถ้าคุณคิดจะเป็น Blogger แล้วควรจะมีเว็บไซต์เป็นหนึ่งในตัวตนหรือโปรไฟล์บนโลกออนไลน์ของคุณ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยลองทำเว็บไซต์ของตัวเองมานานประมาณนึง และเคยมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในองค์กรที่ต้องการซื้อโฆษณาจาก Blogger ด้วย ทางบริษัทต้องการ Tie-in สินค้า กับ Influencer ทั้งชื่อดังและไม่ดังทั้งหลาย หลายครั้งที่ความต้องการขององค์กรคืออยากได้ทุก channel นอกจากจะอยากได้ engagement จาก Social media

สมัคร cloudways และ setup wordpress พร้อมสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามแบบมืออาชีพภายใน 30 นาที

สวัสดีครับทุกท่าน ผมเดียวจาก ดิจิทัชนะครับ สำหรับบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปสมัครใช้งาน wordpress cloud hosting ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนทำเว็บทั่วโลกแถมเค้ายังให้เราทดลองใช้ฟรี 3 วันอีก ถ้าจะต่ออายุก็เริ่มต้นเพียงเดือนละแค่ 10 USD หรือประมาณ 300 บาทเองครับ ส่วนเชียร์มากๆ ให้ใช้ host นี้ และถ้าใครสมัครใช้งานผ่าน host นี้ผ่าน Link ของ